วิธีพูดกับลูก ให้ลูกเชื่อฟัง

เมื่อเด็กๆ เข้าสู่วัยที่มีความคิดของตัวเอง แต่ยังเล็กเกินกว่าจะใช้เหตุผลควบคุมอารมณ์ได (อายุ 2-4 ปี) พวกเขามักจะกลายร่างเป็นปีศาจน้อยๆ ขึ้นมาทันที หลายคนอาจคิดว่า จะไปยากอะไร ถ้าลูกดื้อแค่ตีก็จบ ต้องยอมรับว่าการตี สะดวกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่ว่าปัญหาทั้งหมดจะถูกซุกซ่อนอยู่ในจิตใจลูก สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่อยากตีลูก วันนี้เรามี 3 วิธีพูดกับลูก ให้ลูกเชื่อฟังมาฝากกัน
1. พูดแต่สิ่งที่คุณต้องการให้เป็น การที่คุณใช้คำว่า ‘อย่า’ ตามด้วยสิ่งที่คุณไม่ต้องการ จะดึงสมองลูกให้คิดแต่ในสิ่งที่คุณไม่อยากให้ทำ ดังนั้นคุณควรที่จะเปลี่ยนไปพูดเฉพาะสิ่งที่คุณต้องการให้เป็นลูกทำเท่านั้น เช่น แทนที่คุณจะบอกกับลูกว่าอย่านอนลงกับพื้น ให้พูดเสียใหม่ว่าลุกขึ้นจากพื้นซิลูก
2. หยุดตำหนิและเปลี่ยนมาชื่นชม การตำหนิลูกก็เหมือนเป็นการขีดเส้นใต้เน้นย้ำในสิ่งที่คุณไม่ต้องการ การที่คุณบอกว่า เมื่อเช้าใครงอแง หรือ หนูนี่ดื้อจริงๆ สิ่งเหล่านี้จะฝังลงไปในจิตใต้สำนึกของลูกและทําให้เขาแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกมาซ้ำๆ ในทางตรงกันข้าม หากลูกของคุณทำดี แม้เพียงเล็กน้อย คุณจะต้องชมและพูดถึงความดีนั้นเยอะๆ ยกตัวอย่าง เช่น ในขณะที่คุณและลูกกำลังเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้า อยู่ๆ ลูกของคุณก็นอนลงกับพื้นให้คุณบอกลูกว่า ลุกขึ้นสิลูก พอลูกของคุณลุกขึ้นก็ให้รีบชมทันที หลังจากนั้นให้พูดถึงความดีนี้ซ้ำๆ เช่น เมื่อตอนกลางวันแม่บอกให้หนูลุกขึ้นจากพื้นแล้วหนูลุกขึ้นน่ะ หนูเก่งมากเลยรู้ไหม หนูรู้ว่าอะไรควรทำหรือว่าไม่ควรทำ
3. บอกกติกาล่วงหน้า หากคุณรู้ว่าคุณกำลังจะไปในที่ที่หนึ่งกับลูกและลูกต้องทำในสิ่งที่คุณไม่อยากให้ทำแน่ๆ คุณควรจะต้องบอกกติกากับเขาก่อน วิธีบอกกติกาก็คือคุณจะต้องนั่งลงให้สายตาของคุณอยู่ในระดับเดียวกับสายตาของลูก มองตาของลูกขณะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เช่น วันนี้เราจะไปร้านสะดวกซื้อกัน หนูซื้อขนมได้ 1 ชิ้นเท่านั้นนะคะ และต้องไม่ใช่ลูกอม ถ้าลูกของคุณตกลงรับคำแล้ว คุณถึงจะพาลูกไปร้านสะดวกซื้อได้
เทคนิคการพูดกับลูกทั้ง 3 ข้อนี้เป็นสิ่งที่คุณและลูกต้องฝึกร่วมกันอย่างสม่ำเสมอให้เป็นนิสัย เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ทั้งคุณและลูกจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยไม่ทำให้ลูกสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง มันอาจจะก่อความยุ่งยากให้คุณมากกว่าการตี แต่มันช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางอารมณ์และบุคลิกภาพที่ดีต่อไปในอนาคต

About the Author